บทที่ 2 แขนงเวทย์
เมืองเกฟเฟ่นในเวลานี้มากมายไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ เพราะอีกไม่กี่วันเมืองแห่งนี้กำลังจะมีเทศกาลประจำเมือง ทางการจึงเร่งจัดงานอย่างพิถีพิถันเพื่อให้สมกับความคาดหวังของ ผู้คน ชาวบ้านต่างพากันประดับประดาบ้านเรือนของตนเองให้ดูสวยงาม ร้านค้าต่างๆ ก็เช่นกัน เริ่มนำสินค้าของตนออกมาจัดวางกันแล้ว ที่พักตามโรงแรมต่างๆ ถูกจองไว้กว่า 90% ช่วงเวลาที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยกำลังจะมาถึงแล้ว
ทางฝั่งชานเมืองด้านตะวันออกไม่ไกลจากประตูเมืองมากนัก เหล่านักเวทย์ทั้ง 4 ประกอบด้วย จิน ซิลเดรีย เมโทร และแซนด์ ต่างเร่งฝีเท้าของตนเพื่อให้ทันเวลาเข้าเรียน
ชักจะเหนื่อยแล้วแฮะ จินบ่นอุบอิบ นี่ถ้ามีใครในกลุ่มของเราเรียนสายจิตมาด้วย พวกเราก็คงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้หรอกนะ
ระดับอย่างพวกเราได้แค่นี้ก็บุญโขแล้ว ขืนโลภมากเรียนหลายสายมีหวังได้แห้งตายกันก่อนน่ะสิ ซิลเดรียแย้งขึ้นมา
นี่เธอ! จะไม่ขัดสักเรื่องจะได้มั้ย ซิลเดรีย จินเขม่น พร้อมหันไปทางเด็กสาว
ก็มันจริงมั้ยล่ะยะ ซิลเดรียไม่ลดราวาศอกเช่นกัน หรือว่าเธออยากจะเป็นอย่างนั้นล่ะ
จริงอย่างที่เด็กสาวกล่าว อาคมเวทย์มนต์ถูกแบ่งออกเป็น 3 แขนงใหญ่ๆ คือ
1. เวทย์ธาตุ
2. เวทย์จิต
3. เวทย์รักษา
โดยที่แต่ละแขนงก็จะมีสายแยกออกไปอีก
เวทย์ธาตุ
จะเป็นเวทย์ที่เกี่ยวข้องกับการนำสภาพแวดล้อมรอบกายมาใช้ให้เกิ ดประโยชน์ โดยจะมี 4 สาย คือ สายไฟ สายน้ำ สายลม และสายดิน ซึ่งทั้ง 4 สายต่างก็มีทั้งขอดีแล้วข้อเสียผสมกัน เพื่อก่อเกิดความสมดุลระหว่างธาตุ และกลไกของโลก ตามคำกล่าวของจอมปราชญ์ที่กล่าวถึงธาตุทั้ง 4 ไว้ว่า
น้ำดับไฟ ไฟข่มดิน ดินกั้นลม ลมพัดน้ำ ธาตุทั้ง 4 กลมกลืนกันเป็นหนึ่ง รักษาไว้ซึ่งสมดุลโลก
โดยผู้ที่จะเรียนเวทย์แขนงนี้นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ อันได้แก่ ขั้นเบื้องต้น จะเป็นการเรียนเพื่อฝึกทักษะเล็กๆ น้อยๆ ควบคุมความสามารถของตัวเอง เช่น เรียกลูกไฟเล็กๆ บังคับน้ำในแก้ว เรียกลมพัดอ่อนๆ ให้เทียนดับ เป็นต้น ขั้นนักเวทย์ฝึกหัด จะเป็นขั้นที่จะเรียนรู้การประยุกต์ใช้เวทย์ในแบบที่ตนถนัด ซึ่งรูปแบบของเวทย์ที่จะออกมานั้นขึ้นอยู่กับการแปรสภาพแวดล้อม ให้เป็นไปในแบบที่ผู้ร่ายพึงต้องการ และมีความสามารถเพียงพอที่จะทำได้ จริงอยู่ที่คาถาร่ายเวทย์ของแต่ละสายจะมีเพียงแค่บทเดียว แต่คาถานั้นก็เป็นเพียงการบอกกล่าวต่อเทพยดาประจำธาตุนั้นเท่าน ั้น แต่รูปแบบเวทย์ที่จะออกมานั้นมีมากมายหลากหลายรูปแบบไม่จบสิ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ร่ายนั้นเอง ขั้นจอมเวทย์ ในขั้นนี้จะมีความสามารถมากกว่าเดิม กล่าวคือ ขั้นนักเวทย์ฝึกหัดจะเป็นเพียงการใช้สภาวะแวดล้อมในระยะแคบๆ ไม่กว้างมากนัก แต่ขั้นจอมเวทย์จะมีอำนาจที่สามารถทำได้มากกว่านั้น คาถาที่ใช้ก็จะมีเพิ่มเข้ามาอีกสายละ 1 บท โดยมากมักจะเป็นการพัฒนาเวทย์ของตนที่ใช้ในตอนขั้นนักเวทย์ฝึกห ัดมาเสริมต่อยอดให้มีแสนยานุภาพให้น่าเกรงขามมากขึ้นกว่าเดิม อาจจะมีบางที่เรียนสายธาตุอื่น แต่ก็มักจะทำได้ไม่ดีนัก กล่าวคือไม่โดดเด่นเทียบเท่ากับสายที่ตนเรียนมาตั้งแต่ต้นนั่นเ อง สุดท้ายคือ ขั้นปราชญ์ จัดได้ว่าน้อยคนนักที่จะก้าวข้ามมาถึงขั้นนี้ได้ โอกาสที่จะพบผู้ที่มีความสามารถขั้นนี้มีเพียง 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น โดยที่ขั้นปราชญ์นี้จะสามารถใช้เวทย์ทั้ง 4 ธาตุได้ตามใจชอบ นึกคิดได้ตามต้องการ นับว่ายากนักที่จะพบบุคคลประเภทนี้ เพราะโดยมากถึงจะใช้ได้ทุกธาตุแต่ก็ไม่เต็มที่มากนักดังที่ได้ก ล่าวไว้นั่นเอง
เวทย์รักษา
เวทย์แขนงนี้จะเน้นไปทางช่วยเหลือสนับสนุน ผู้ที่เรียนเวทย์แขนงนี้จะต้องมีความพยายามมาก ต้องสามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้ ไม่อ่อนไหวต่อแรงยุยงส่งเสริม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนเวทย์แขนงนี้
การเรียนเวทย์รักษาจะไม่การการแบ่งระดับความรู้ ส่วนเรื่องของหน้าที่นั้น โดยมากจะรับใช้ศาสนา ช่วยเหลือผู้คน แต่ก็มีบ้างที่จะก้าวไปสู่สายอื่นซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน และความสามารถของผู้เรียน
เวทย์จิต เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้จิตวิญญาณและหลักวิทยาศาสตร์เป็นหลั ก ถูกแบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายหลักการ และสายวิญญาณ โดยสายวิญญาณจะเป็นการใช้อำนาจจากสิ่งเร้นลับมาใช้ ดูๆ ไปก็ไม่ต่างจากหมอผีเท่าใดนัก ส่วนสายหลักการจะเป็นการใช้หลักวิทยาศาสตร์ผสมผสารกับเวทย์มนต์ แปลงมวลสารหนึ่งให้เป็นมวลสารหนึ่ง สามารถนำมวลสารหนึ่งก้าวข้ามผ่านช่องว่างของมิติเพื่อเคลื่อนย้ ายไปยังอีกแห่งหนึ่งได้ และด้วยความสามารถนี้ บ่อยครั้งนักในการต่อสู้ประลองกัน สายเวทย์ธาตุมักจะไม่ชอบสายเวทย์จิตนัก เพราะสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเวทย์ของสาท ย์ธาตุได้ ซึ่งหากขาดประสบการณ์ และความมีสติ ยากนักที่จะเอาชนะได้
ซึ่งแน่นอนการจะเรียนเวทย์ให้ครบทุกแขนง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้าหากฝืนร่างกายเรียนล่ะก็ จะเป็นการทำร้ายตัวเอง ร้ายแรงอาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตก็เป็นได้ ฉะนั้นหากคิดที่จะต้องการร่ำเรียนให้ครบทุกแขนง ก็แทบจะต้องใช้เวลามากกว่าค่อนชีวิต ซึ่งก็ไม่แน่เสียด้วยซ้ำว่าจะดึงความสามารถออกมาได้เต็มที่หรือ ไม่ ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงมักจะเลือกเรียนเฉพาะเท่าที่ตนถนัดเท่านั้น
เออใช่! จะว่าไปนะ เมโทรแทรกขึ้นมา ถ้าทีมเราต้องเจอกับทีมที่เรียนเวทย์สายจิตหลักการ พวกเราจะลำบากนะ
มันก็ใช่ เห็นด้วยกับความคิดของเมโทร เราต้องดูก่อนว่าอีกฝ่ายเขามีความสามารถแค่ไหน แล้วค่อยมาคิดวางแผนกัน
อืม เมโทรตอบกลันสั้นๆ
นี่ ทุกคน แซนด์ แทรกขึ้นกะทันหัน เรื่องที่นายว่ามันก็จริงอยู่อ่ะนะ แต่ว่า......
แต่อะไร จินถาม
ทำไมพวกเราไม่รีบวิ่งกว่านี้ล่ะ นี่มันเลยเวลามามากแล้วนะ แซนด์บอกกล่าวด้วยท่าทีที่ลุกลนในขณะที่คนอื่นเมื่อนึกขึ้นได้ ก็เริ่มมีท่าทีที่ไม่ต่างกันนัก
อ๊ากกกก แย่แล้วววววววววววววววววว
สิ้นเสียงตะโกน ทั้ง 4 ต่างก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
............................................................ .................
จบบทที่ 2