ตอนที่ 6 ความเป็นจริง
อย่างที่เคยบอกไป ว่า ด้วยธุรกิจของพ่อผม ทำให้ต้องย้ายไปมาอยู่ตลอด ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของผมมากนักหากเป็นด้านการเรียน เพราะผมค่อนข้างที่จะตามเพื่อนๆ ทัน
เพียงแต่หากเป็นเรื่อง การคบหากับคนรอบข้างนั้นค่อนข้างจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะต้องมาทำความคุ้นเคย คบหาเพื่อนใหม่อยู่ตลอด
ซึ่งนั่นก็เป็นจุดด้อยของผมเลยในอดีต
ผมไม่ค่อยรู้จักการวางตัวที่เหมาะที่ควรมากนัก
และเพราะคิดว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันไปตลอด จึงไม่เคยมอบความจริงใจให้กับใครเลยสักคน
และไม่ปฏิเสธใครที่เข้ามาเลยสักคน
และรู้อยู่แล้วด้วยว่า คนที่เข้ามาก็ไม่ได้จริงใจอะไรกับผมอย่างแท้จริง แต่หวังในบางสิ่งบางอย่างจากผม
จนกระทั่ง........................
.
.
ผมได้มาย้ายมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ และได้พบกับ นันท์
เขาต่างไปจากทุกๆ คน เป็นเพียงคนเดียว ที่ทำให้ผมมองความรัก ในมุมมองที่สวยงามมากขึ้น
.
.
จากความสัมพันธ์ ที่เป็นเพียงแค่คนรู้จัก
.
.
เรื่อยมา จนกลายเป็น เพื่อนที่รู้ใจ
.
.
จากเพื่อนที่รู้ใจ
.
.
.
วันเวลาที่ผ่านไป ทำให้เราสองคน กลายเป็นคนรักกัน
.
เป็นรักแรกที่ผมให้ความจริงใจ อย่างแท้จริง
เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต
และอยากจะให้มันเป็นอย่างนี้ตลอดไป
.
.
.
แต่แล้ว สิ่งที่ผมเคยคาดหวังเอาไว้ มันก็พังทลายลง
ในวันนั้น วันงานเลี้ยงฉลองจบชั้น ม.3 ของพวกเรา
.
.
...................................................................
"อ้าว นัท มานานรึยัง?"
เสียงใสๆ เรียกผมในขณะที่ผมยืนมองนาฬิกาข้อมืออยู่ เมื่อผมหันไปก็พบว่าเป็น นันท์นั่นเอง
"ไม่หรอก นัทเองก็เพิ่งมาเมื่อครู่นี่เอง ป่ะ ไปกันเหอะ เพื่อนๆ รอนานแล้วมั้ง"
ผมพูดกับนันท์ ก่อนที่จะ จับมือของเขาเดินเข้าไป
.
.
"เฮ้ยยยยย เจ้าชายนัทมาแล้วเว้ยย"
เสียงเพื่อนๆ ที่รออยู่ก่อนแล้ว ส่งเสียงแซวไปตามประสาพวกปากหมาน่ะครับ-*-
"เออ หนวกหู น่ะเมิง ผมด่ากลับก่อนที่จะจัดแจงที่ให้นันท์นั่ง"
ไม่ใช่งานเลี้ยงอะไรใหญ่โตหรอกครับ
แค่ตั้งวงสังสรรค์ กันตามประสาเพื่อนๆ น่ะครับ ปาร์ตี้กันเองน่ะ เหอๆ ซึ่งก็จัดกันที่บ้านไอสน เพื่อนในห้องน่ะครับ
.
นันท์หันรีหันขวาง กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่จะเอ่ยถามเพื่อนๆ
"แบงค์ไม่มาเหรอทีเหรอ"
.
.
ในตอนนั้น ผมไม่ได้นึกเอะใจอะไรเลย ในการถามคำถามนั้นของนันท์เลยแม้แต่นิดเดียว
.
อาจเป็นเพราะผมเห็นว่า สองคนนี้สนิทกันมาก่อน อยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้
"ยังไม่มาทีว่ะ แม่ง ช้าชิหาย ไม่รู้ไปทำไรอยู่ที่ไหน"
เสียงของเพื่อนคนนึงในห้องตอบกลับมา
"อาจจะกำลังมาอยู่ก็ได้ล่ะมั้ง นันท์"
ผมหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม แต่นันท์กลับทำสีหน้าเศร้า ซึ่งผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
.
.
.
..........
คืนนั้น แบงค์ก็ไม่มา ทั้งๆ ที่ป็นงานเลี้ยงสังสรรค์วันจบชั้นเรียน ม.3 แต่ผมเองก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก
จะมีก็แต่นันท์ที่ดูจะไม่ค่อยสดชื่นมากนัก
แต่ผมก็ไม่ได้โยง 2 เรื่องนี้เข้ามารวมกันเลย เลยไม่ได้นึกเอะใจอะไร
.
.
.
เวลาเกือบๆ เที่ยงคืน
"นันท์ครับ นันท์ดื่มมากไปแล้วนะครับ พอเถอะ"
ผมพูดเตือน นัท์ที่ตอนนี้สภาพดูจะเมาหนักมาก เพราะซัดไปหลายแก้วอยู่หมือนกัน
กินไม่เป็นแท้ๆ ยังจะฝืนกินอีก เฮ้ออออออ -*-
"ม่ายยยยย ยางม่าย มาววววววว"
นันท์เถียงผมกลับ คนเราเวลาเมานี่เปลี่ยนไปจริงๆ แฮะ -*-
.
.
"อ้าย แบงค์โคนบ้า......... โคนม่ายร๊ากสาคำสานยา....ปายร๊ากกมานทามมายยว้ากรู....."
.
.
ผมสะดุดกับคำพูดนั้นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเก็บมาใส่ใจ เพราะยังคงมองโลกในแง่ดีว่า คงหมายถึงความหมายของคำว่า เพื่อน นั่นเอง
.
.
"นันท์ ครับ พอเหอะ นันท์ หยุดได้แล้ว"
ผมพยายามห้ามนันท์อยู่หลายที แต่ก็ไม่เป็นผล
จนในที่สุดก็ต้องให้ นันท์เมาจนหลับไปเอง (แต่กว่าจะหลับลงไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันครับ -*-)
.
.
"เฮ้ย ไอแมน ไอสน"
ผมหันไปเรียกอีก 2 คนที่มันยังคงนั่งก๊งเหล้ากันอยู่ (คอทองแดงชิหาย -*-ส่วนผมน่ะเหรอ 555 กินนิดเดียว กลัวเมา -*-)
"รายวะเมิง"
เสียงของไอสนตอบกลับมา
"กรูกลับก่อนนะเว้ย นันท์ดูท่าว่าจะไม่ไหวแล้วว่ะ เมาหนักเลยว่ะ"
ผมตอบออกไป
"เออๆ ตามใจเมิง ละกาน ไม่ก๊งกันหน่อยเหรอวะ"
ไอสนชวนผม
"แด่กกันต่อไปเหอะ กรูไม่เอาละ กรูไปล่ะ โชคดีเว้ยเพื่อน"
ผมล่ำลา แล้วพยุงตัวนันท์ออกมาเพื่อพาไปยังรถ
หนักใช้ได้แฮะ -*-
ผมพยุงตัวนันท์ขึ้นรถได้ แต่ก็ทุลักทุเลไม่น้อย ผมจัดแจงให้นันท์นั่งในท่าที่สบายก่อนที่จะปิดประตูรถ
แล้วเดินไปขึ้นรถอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนที่จะบอกให้ลุงยุทธซึ่งเป็นคนขับรถ ขับออกไป
.
.
.
........................................
ที่บ้านของผม
ผมพานันท์กลับมาที่บ้านของผมเพราะเห็นว่ามันดึกมากแล้วไม่อยากไปปลุกคนที่บ้านของนัทน่ะครับ
คืนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน พ่อผมก็ติดธุระเช่นเคย พี่สาก็ลากลับไปต่างจังหวัด
ผมพยุงตัวนันท์ไปยังห้องของผมแล้ววางลงบนที่นอน
.
"อือ.........."
อยู่ๆ นันท์ก็ส่งเสียงออกมา คล้ายคนละเมอ
.
.
"อือ.....แบ....งค์...ฮึกๆ"
.
.
เสียงสะอื้นเริ่มเล็ดลอดออกมา ผมหันไปมองแต่ไม่ได้สงสัยอะไร คงฝันล่ะมั้ง
แต่แว่บนึงไม่รู้เพราะอะไร
อยู่ๆ ผมก็เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา
ผมกับนันท์ก็คบกันมาได้ เกือบครึ่งปีแล้วสินะ
.
.
.
แต่เราทั้งสองยังไม่เคย.........................................
.
.
ไม่ๆๆๆๆ อย่าๆๆๆ
ผมพยายามปัดความคิดนั้นทิ้งไป ผมพยายามจะไม่ทำอะไรแบบนั้นเป็นอันขาด
ผมเดินไปยังตู้เสื้อผ้าจะไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้นันท์ ที่ตอนนี้มันมีแต่กลิ่นเหล้าหึ่งเลย
.
หลังจากที่หยิบเสื้อผ้ามาแล้ว
ผมเหลือบมอง ไปยังนันท์อีกครั้ง
ผมปลดกระดุมเสื้อของนันท์ออกทีล่ะเม็ด ทีล่ะเม็ด เผยให้เห็น แผงออกขาวเนียน
.
ตึกๆ.....ตึกๆ...เสียงหัวใจผมเต้นระรัว
.
.
ใจเย็นๆ ไว้ไอนัท เมิงก็ไม่ใช่จะไม่เคยเรื่องแบบนี้นะ จะมาตื่นเต้นอะไรกันอีกล่ะ
.
.
ผมหันไปมองใบหน้าขาวใสของนัทอีกครั้ง
ริมฝีปากอวบอิ่มได้รูปนั่น มันช่าง..............................
.
.
อารมณ์ผมตอนนี้กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนต่อไหน
ความต้องการมันนำหน้าสติไปไกลแล้ว
.
จิตใจผมตอนนี้เต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว
มือค่อยๆ ลูบไล้ไปตามแผงอกของนันท์ที่กำลังหลับใหลอยู่
ก่อนที่จะมาหยุดที่หัวนม ผมสะกิดมันเล่นเบาๆ
.
อือ........
นันท์ส่งเสียงครางเบาๆ ผมหันไปมองเพราะกลัวว่านันท์จะตื่น แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น
ผมโน้มตัวลงไป ยื่นใบหน้าลงไปชิดกับใบหน้าของนันท์
แก้มเนียนของนันท์มันช่างเย้ายวนใจผมเสียจริง แม้จะมีกลิ่นเหล้าติดอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งเชิญชวนผมมากขึ้นไปอีก
.
.
"นันท์ครับ ผมรักนันท์นะ..........."
ผมกระซิบอย่างแผ่วเบาไปที่ข้างหูของนันท์
.
.
ผมหอมแก้มนันท์เบาๆ ก่อนที่จะเรื่อยมายังที่ริมฝีปากอวบอิ่มนั้น
ผมบรรจงจูบเบาๆ เป็นเพียงแค่จูบธรรมดาไม่ได้ดูดดื่มอะไรนัก
มีกลิ่นเหล้าติดมาด้วยแฮะ เหอๆ
.
.
จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรืออะไรก็แล้ว
แต่มันก็นำพาให้ผมและนันท์ ก้าวข้ามขอบเขตบางอย่างไป
.
.
เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่สุด
การได้เป็นหนึ่งเดียวกับคนที่เรารักมันเป็นสิ่งที่มีความสุขมากที่สุดแล้ว
ตอนนี้เราทั้งสองต่างก็เป็นของกันและกันแล้ว
.
.
จากนี้พวกเราคงจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
.
.
.
..
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อนันท์รู้สึกตัว ได้สติ ลืมตาตื่นขึ้นมาพบความจริงที่เกิดขึ้น
และพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นคือผม
.
.
ผม ผู้ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเขาแต่กลับไม่ใช่คนที่เขาไฝ่ฝันไว้ตั้งแต่แรก
.
ผม ผู้ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนรัก แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นได้เพียงแค่ตัวแทนของใครอีกคน
.
.
ผม ผู้ซึ่งไม่มีตัวตนอยู่ในหัวใจของเขาเลย แม้จะเพียงนิดเดียวก็ตามที
.
.
"อ้าว ตื่นแล้วเหรอคะ"
เสียงของนางพยาบาลทักผม เมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นมาจากภวังค์
นางพยาบาล?
.
.
ผมสำรวจตัวเองและรอบๆ ข้างก็พบว่าตัวเองตอนนี้กำลังอยู่ในห้องคนไข้ ของโรงพยาบาล
.
.
มาอยู่ได้ไงหว่า -*-
ทำไมช่วงนี้มันมีแต่เรื่องผิดปกติกะตัวเราจังนะ
รู้สึกว่าความทรงจำมันขาดหายไป อยู่ๆ ก็วูบลงไปง่ายๆ
แล้วนี่ก็มาโผล่ที่โรงพยาบาลซะงั้น
.
.
เกิดอะไรกันขึ้นเนี่ย
..
.
"พี่ครับ ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไงอ่ะครับ"
ผมหันไปถามพี่พยาบาล
"น้องเป็นลมหมดสติที่โรงเรียนน่ะค่ะ อ. เห็นว่าอาการไม่ค่อยดีเลยส่งตัวมาโรงพยาบาลอีกทีนึงน่ะค่ะ"
พี่พยาบาลตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ไม่ดี? มันยังไงเหรอครับ ตกลงนี่ผมเป็นอะไรเหรอ"
ผมสงสัย
.
.
..............
ไม่มีคำตอบใดๆ ออกมาจากพี่พยาบาล มีก็แต่เพียงรอยยิ้มของเธอ
.
.
.
"ไมต้องกังวลนะคะ ทำใจให้สบายๆ ดีกว่าค่ะ ทุกอย่างมันต้องมีทางแก้ ตอนนี้ผลตรวจเบื้องต้นยังไม่แน่ชัด ยังสรุปอะไรชัดเจนมากไม่ได้"
คำตอบที่แสนจะคลุมเครือของพี่พยาบาล มันกลับทำให้ผมเกิดความสงสัยหนักมากขึ้นกว่าเดิม
.
.
.
ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย.....
.
.
.
แกร๊ก!!!!!
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ชายร่างสูงสวมแว่น ในชุดกราวน์เดินเข้ามา (สังเกตกันมั้งมั้ย ทำไมหมอต้องใส่แว่น -*-)
เขานั่งลงข้างๆ ผม ผมยกมือไหว้
"สวัสดี"
หมอทักผมอย่างเรียบๆ เป็นเชิงตอบกลับ ผมสังเกตดูที่ป้ายชื่อก็รู้ว่าชื่อ ไพโรจน์
ไพโรจน์ ?
ชื่อนี้คุ้นๆ จังเหมือนเคยได้ยินที่ไหนแฮะ -*-
.
.
"เออนี่ สุดา"
หมอหันกลับไปถามพี่พยาบาล
"คะ?"
"ไม่ทราบว่าติดต่อไปทางญาติของน้องเขาหรือยัง"
"อ๋อ เรียบร้อยแล้วค่ะ เห็นว่ากำลังเดินทางมาค่ะ"
"อืม...ดีแล้วล่ะ"
.
.
.
การพูดคุย ระหว่างบุคคลทั้ง 2 สร้างความสับสน ให้กับผมมากขึ้นเข้าไปทุกทีๆ
ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ดูใหญ่โต วุ่นวายกันจัง
.
.
"เอ่อ หมอครับ ไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ"
ผมแทรกถาม
.
.
.................................
.
.
.
.
หมอทพหน้าเคร่งนิดนึง ก่อนที่จะเผยยิ้มออกมา
"หมอขอซักถามประวัติอะไร นิดหน่อยก่อนนะครับ"
ผมพยักหน้าตอบ
.
.
"ไม่ทราบว่า มีอาการแบบนี้มานานแล้วหรือยัง"
หมอเปิดประเด็นถามผม
"อาการ? อาการอะไรเหรอครับ"
ผมถามกลับเพราะงงในคำถามที่หมอถาม
"เอ่อ....ช่วงนี้ มีอาการเหนื่อยง่ายใช่มั้ย"
หมอเจาะจงในคำถาม ทำให้ผมเข้าใจง่ายขึ้น
"อ๋อ ครับ ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไงรู้สึกเหนื่อยง่ายจัง"
ผมตอบกลับไป
.
.
"แล้วบางทีก็วูบลงไปเลย แบบครั้งนี้ด้วยใช่มั้ย"
.
"ครับ"
ผมตอบกลับสั้นๆ
.
.
หมอจดข้อมูลลงในแฟ้ม ก่อนที่จะถามคำถามต่อไป
"แล้วพอจะบอกได้มั้ยว่า มีอาการอื่นๆ อะไรอีกมั้ย"
.
.
"ยังไงเหรอครับ"
ผมยิงคำถามกลับทำเอาหมอถึงกับเกาหัวเลยทีเดียว
"เอ่อ....เช่น ช่วงที่เหนื่อยๆ จะรู้สึกว่าแน่นหน้าอก รึเจ็บหน้าอก รึไม่ก็มีอาการตาลาย เบลอๆ ไปชั่วขณะนึง อะไรแบบนี้น่ะ ไม่ทราบว่ามีมั้ย"
หมอพยายามอธิบายรายละเอียดให้ผมเข้าใจ ผมคิดอยู่ครู่นึง
.
.
"อ่ะ ใช่ๆ ครับ รู้สึกเบลอๆ มองอะไรไม่ชัด แล้วแน่นและเจ็บหน้าอกนี่ก็ใช่ เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอกอ่ะครับ"
.
.
.
หมอซักถามผมอยู่ครู่นึง
สักพักพยาบาลอีกคนก็เปิดประตูห้องเข้ามา
"คุณหมอคะ มาแล้วค่ะ"
"โอเคครับ ขอบคุณมากครับ"
หมอหันไปพูดคุยกับพยาบาลคนดังกล่าวก่อนที่จะหันกลับมาหาผม
"เดี๋ยวหมอขอตัวครู่นึงนะครับ พักผ่อนมากๆ นะครับ พยายามอย่าคิดอะไรมากนัก ทำสมองให้โล่งเข้าไว้นะครับ สุดา ฝากดูแลด้วยนะ ผมไปก่อนล่ะ"
พยาบาลพยักหน้ารับคำ
เหอๆ พยายามอย่าคิดมาก
ตรูจาคิดมากก็เพราะแบบนี้นี่ล่ะ อะไรวะ มีอะไรกันนักกันหนา
งงนะเนี่ย -*-
.
ในขณะที่ผมกำลังนั่ง งง อยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีชายคนนึงที่ผมพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาดีเดินเข้ามา พร้อมกับทักทายผม
"ว่าไง ยังไม่ตายทีใช่มะ"
ดูมันทัก - -*
ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ แชมป์ นั่นเอง ว่าแต่ เขามาที่นี่ได้ไง และมาทำไมหว่า???
"มาได้ไงอ่ะ"
ผมถามกลับด้วยความสงสัย
"นายนี่!!! คนเขาอุตส่าห์ไปพบ ยังมีหน้ามาย้อนอีก ก็นายน่ะ อยู่มาก็มาเป็นลมหมดสติเอาตรงหน้า ก็ไม่รู้จะทำไงก็เลยแบกไปส่งอาจารย์ อาจารย์เขาเห็นท่าไม่ดีก็เลยส่งต่อมาที่นี่อ่ะ คนอะไร หนักชิบเป๋ง"
แชมป์บ่นไปเรื่อย (คนไรวะ หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ปากจัดชิบเป๋ง - -*)
"ว่าแต่ มาที่นี่ อาจารย์ไม่ว่าเอาเรอะ"
ผมถามกลับอีกครั้ง เพราะดูเวลาแล้วมันยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนทีน่ะครับ
"ขี้เกียจอ่ะ มาแล้วก็เลยมาเลย อีกอย่างจะได้กลับพร้อมพ่อด้วยน่ะ"
.
"พ่อ? ใคอ่ะ"
ผมหันซ้าย แลขวาด้วยความสงสัย
"เออ เนอะ นายคงไม่รู้ทีสินะ ก็........หมอที่เพิ่งออกไปมะกี้ พ่อเราเองล่ะ"
"ห๊ะ จริงดิ?"
ผมตะลึงในคำตอบนั้น (ตะลึงทำไมวะ - -*)
"เออดิ ทำไม มีปัญหาไรเหรอ?"
แชมป์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียง และสายตาเคืองนิดๆ
"ป๊าว ก็ไม่ได้ว่าไรนี่"
"ก็แล้วไป ไม่คุยด้วยละ ไปหาไรกินดีกว่า"
เอ้า ไปกันดื้อๆ เลยวุ้ยคนเรา -*-
.
"เออนี่"
ก่อนที่แชมป์จะเดินออกไป แชมป์หันมาคุยกับผมอีกรอบ
"หือ"
"ไม่ต้องกังวลมากหรอกนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ยังไงมันก็ต้องมีทางออกน่ะล่ะ"
แชมป์พูดกับผม ก่อนที่จะเผยยิ้มให้ผมเห็นเป็นครั้งแรก (ที่ยิ้มกับผม - -*) ถึงแม้ผมจะไม่เข้าใจในความหมายของประโยคนั้นในทันที แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
.
.
ความรู้สึกนี่มันคือ..................................
.
.
.
แต่ก็อย่างว่าล่ะ ผมน่ะ พออยู่คนเดียวทีไร ก็มักจะมีเรื่องให้คิดฟุ้งซ่านได้ตลอด
อย่างเมื่อกี้ดันไปฝันถึงเรื่องนั้นเข้าจนได้สิ (เปลี่ยนอารมณ์ไวจังแฮะกรูนิ-*-)
.
เรื่องนั้นในอดีต
.
เรื่องราวที่เราทำพลาดไป
.
.
และไม่ได้โอกาสแก้ตัว จากคนที่ต้องการ
.
.
ต่างจากเขาคนนั้น
.
.
ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มันชัดเจนขนาดนี้เลยเหรอ
.
ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ
หรือมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเลยหรือไง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง
และมีความสุขไปคนเดียว
.
.
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นันท์คบกับเราเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกที่ขาดหายไป
ความรู้สึกที่นันท์ต้องการจากใครอีกคน ที่ไม่ใช่เรา
.
.
สำหรับนันท์ เราไม่เคยมีตัวตนอยู่ในหัวใจเลยแม้แต่น้อยนิด
.
.
ถึงเวลาที่เราควรจะตัดใจจริงๆ แล้วใช่มั้ยเนี่ย
ควรถอยออกมา ให้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันหยุดลงเพียงเท่านั้น
.
.
เวลาแห่งความสุขระหว่างเรา มันคงจบลงแล้ว
ตั้งแต่วันนั้น
และไม่มีทางจะดึงมันกลับคืนมาได้
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
.
.
ทันทีที่ผมคิดเช่นนั้น อยู่ๆ น้ำตาผมมันก็ไหลออกมา
บอบบางจังกรูนิ อะไรนิดอะไรหน่อย ก็ร้องไห้
เข็มแข็งไว้สิวะ
.
.
.
.
อนาคตเมิงยังมีอีกตั้งไกลนะเว้ย จะมาท้อแท้อะไรกันตอนนี้
เจ็บได้ เสียใจได้
แต่อย่าฝังตัวเองให้อยู่ในความทุกข์ ความเจ็บปวดนั้นให้มันนานเกินไป
.
.
ท้อได้
แต่อย่าถอย
.
.
.............................................................
ผมนั่งรอ นอนรออยู่นาน
แต่ก็ไม่มีอะไรเลย เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ-*-
.
.
อ๊ะ พี่พยาบาลก็ไม่อยู่แล้วนี่หว่า
ออกไปเดินเล่น สูดอากาศ ข้างนอกหน่อยดีกว่าแฮะ
ขืนให้อยู่แต่ในนี้ทั้งวัน
แห้งตายกันพอดี เหอๆ
.
.
อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยถูกโฉลกกับโรงพยาบาลสักเท่าไรหรอกนะ
ไม่สิ ไม่ค่อยชอบมากกว่า
กลิ่นยาอะไรมันแรงแสบจมูกด้วยส่วนนึง
.
.
อีกส่วนนึงคงมาจากความอคติส่วนตัวด้วยล่ะมั้ง
แต่รู้สึกว่าโรงพยาบาลนั้นเป็นสถานที่แห่งความสูญเสียยังไงไม่รู้สิ
.
.
.
ดูหนังไทยมากไปป่าววะกรู -*- เหอๆ
.
.
ผมเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปทั่ว จากตรงนู้นโผล่ตรงนี้ จากตรงนี้ไปตรงนั้น
จนกระทั่ง..........
มาสะดุดเอาตรงที่แห่งนึง
เป็นห้องของหมอคนมะกี้นี่ (ดูจากชื่อที่แปะหน้าห้องอ่ะนะ -*-)
.
.
แอบฟังสักหน่อยคงไม่เสียมารยาทหรอกนะ (โอย ไอหน้าด้าน ชอบจริงกะแอบฟังคนอื่นเนี่ย-*-)
.
.
.
.............................
.
.
ได้ยินไม่ค่อยชัดแฮะ
แต่ที่แน่ๆ มีเสียงพ่อกรูด้วยนี่หว่า
เรื่องอะไรกันแน่วะเนี่ย
.
.
.
.................................
.
ผมพยายามแนบหูให้ชิดกับประตูห้องให้มากที่สุด (ถ้าฝังลงไปได้คงทำไปนานแล้ว-*-)
.
.
.
เหมือนจะเริ่มๆ ได้ยินอะไรบางอย่างแล้ว
.
.
"สรุปคือว่าลูกชายผม..........."
เสียงของคุณพ่อผมพูดขึ้น
.
.
"ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดนะครับ ตอนนี้ อย่างที่บอกว่าคนไข้เพิ่งเข้ามาวันนี้ และหมอก็แค่วินิจฉัยเบื้องต้นไปเท่านั้นเอง เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น"
หมอพยายามพูดอธิบาย (แต่ยาวชิบ -*-)
.
.
.
"ว่าแกอาจจะเป็น โรคหัวใจ.........."
.
.
.
ทันทีที่ผมได้ยินประโยคนั้น
ก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกมีแต่ความเงียบและความว่างเปล่า
.
.
.
.
จบตอนที่ 6